96.5 FM

ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

รัฐบาลพยายามย่อส่วนเพื่อให้สนามหลวงเป็นของคนชั้นกลางใช้งานเท่านั้น



วันที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 21:08:23 น. มติชนออนไลน์

"ผีขนุน"ไม่มีที่ไป กทม.ยังงงจะย้ายไปไหน คนไร้บ้านสนามหลวงย้ายถิ่นเข้าโรงหนัง ส่งนกพิราบให้เกษตรกร

กทม.เล็ง ขนคนไร้บ้านจากสนามหลวงไปโรงหนังแอมบาสซอเดอร์ เกษตรกรขอรับ"พิราบ"ไปเลี้ยงเพาะไข่ หนักใจสาวบริการริมคลองหลอดไม่รู้จะย้ายไปไหน เอ็นจีโอแนะจับคนซื้อบริการแทน

นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้สัมภาษณ์วันที่ 6 กุมภาพันธ์ถึงโครงการจัดระเบียบสนามหลวงที่ส่อเค้าวุ่นเพราะมีปัญหาเรื่อง การย้ายกลุ่มคนไร้บ้าน ผู้หญิงขายบริการริมคลองหลอด ผู้ค้าแผงลอยและนกพิราบ เนื่องจากเกิดการต่อต้านจากชุมชนที่จะนำกลุ่มคนและนกพิราบไปไว้ ว่าขณะนี้นอกจากประสานไปที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อขอใช้พื้นที่บริเวณโรงหนังแอมบาสซาเดอร์แล้ว ยังประสานไปยังการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อขอใช้พื้นที่ใต้ทางด่วนทำศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งหากกลุ่มคนไร้บ้านยังไม่เอา ตนก็จนปัญญา


"หากยังยึดพื้นที่ตรงนี้เพื่อคนไม่กี่ร้อยคน ผมก็ต้องใช้กฎหมายบังคับ เรื่องนี้มีมติคณะรัฐมนตรีรองรับในการใช้งบประมาณไทยเข้มแข็ง ดังนั้น จึงต้องเร่งดำเนินการ ส่วนเรื่องนกพิราบนั้น ขณะนี้ได้รับการติดต่อจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคภูมิใจไทย ว่ามีเกษตรกรจำนวนมากกว่า 10 จังหวัด ต้องการขอรับไปเลี้ยงเพื่อเอาไข่ไปขาย ซึ่งก็เป็นอีกทางออกหนึ่ง แต่ที่หนักใจ คือกลุ่มผู้หญิงขายบริการริมคลองหลอด เพราะยังไม่รู้ว่าจะใช้สูตรไหนดี"นายธีระชนกล่าว


รองผู้ว่าฯกทม.กล่าวว่า สำหรับผู้ค้าขายในสนามหลวงนั้น ได้จัดพื้นที่ริมคลองหลอดไว้สำหรับผู้ค้าตอนกลางคืน และคิดว่าไม่น่ามีปัญหาเพราะเคยมีประสบการณ์เมื่อครั้งย้ายผู้ค้าขายไปตลาด นัดจตุจักรมาแล้ว ซึ่งทุกวันนี้พิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง ทั้งนี้ การปรับภูมิทัศน์สนามหลวงครั้งนี้เพราะต้องการให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ใช้ จัดงานวัฒนธรรม แข่งขันกีฬา และมีความปลอดภัย โดยนักท่องเที่ยวสามารถมาเดินได้อย่างปลอดโปร่ง แต่ทุกวันนี้สนามหลวงเต็มไปด้วยขยะซึ่งเก็บได้วันละ 8 ตัน


นายสุชิน เอี่ยมอินทร์ หรือลุงดำ แกนนำกลุ่มคนไร้บ้าน กล่าวว่า เข้าใจดีที่คนในชุมชนกลัวกลุ่มคนไร้บ้านเพราะคนเหล่านั้นคิดเพียงว่ากลุ่มคน ไร้บ้านเป็นพวกมิจฉาชีพ แต่การจะได้เข้าไปอยู่ศูนย์พักที่ กทม.จัดไว้ให้นั้น มีกระบวนการกลั่นกรอง ดังนั้น ควรให้โอกาสกัน ทราบว่าล่าสุดตัวแทนกลุ่มคนไร้บ้านได้ไปดูพื้นที่ย่านถนนลาดพร้าวมาแล้ว พบว่าไกลมากและยังต้องเข้าไปในซอยลึก จึงไม่มีใครอยากไป


"ตรงไหนไปมาสะดวก เขาก็อยากไป แต่ที่ไหนไปแล้วทำกินไม่ได้ ก็ไม่รู้จะย้ายไปทำไม การที่รองผู้ว่าฯกทม.ขู่จะใช้มาตรการทางกฎหมายนั้น เราไม่กลัว เพราะถ้าจัดที่อยู่แล้วทำกินไม่ได้ เราก็ไม่ไป" ลุงดำกล่าว


ขณะที่นายนที สรวารี ประธานมูลนิธิอิสระชน หนึ่งในคณะทำงานของ กทม. กล่าวว่า รองผู้ว่าฯบอกว่าใช้เวลาประมาณ 2 ปีเพื่อค่อยๆ สร้างความเข้าใจ แต่เมื่อเดือนธันวาคม จู่ๆ ปลัด กทม.ก็ประกาศจะกวาดคนเร่ร่อนและปรับภูมิทัศน์ให้เสร็จภายใน 300 วัน ทุกคนจึงอึ้งกันหมด มูลนิธิได้รับมอบหมายให้ทำความเข้าใจกับประชาชน แต่ข่าวที่ กทม.ให้กลับมีแต่ทัศนคติในแง่ลบ เช่น บอกว่าสนามหลวงเป็นแหล่งอาชญากรรม นกพิราบเต็มไปด้วยเชื้อโรค เป็นต้น จึงไม่แปลกใจที่ได้รับการต่อต้านจากคนในชุมชนใกล้เคียงที่จะย้ายไป ในส่วนของผู้หญิงขายบริการริมคลองหลอดก็เช่นกัน คนเหล่านี้มักถูกดูถูกเรียกว่า "ผีขนุน" ทั้งๆ ที่ พวกเขาเป็นคน แทนที่ กทม.หรือตำรวจจะจับคนที่มาซื้อบริการ กลับมุ่งเน้นจับคนขายบริการ และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีหน่วยงานใดเข้าไปเยียวยา


นายนทีกล่าวว่า กทม.ไม่เคยเรียกผู้ค้าไปร่วมประชุมด้วย ซึ่งหากยังประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายไม่ได้ กทม.ก็อาจส่งมอบพื้นที่ให้ทหารซึ่งได้รับมอบหมายให้ปรับปรุงภูมิทัศน์ภายใน วันที่ 1 มีนาคม "ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา สนามหลวงเป็นพื้นที่สาธารณะรับใช้ประเทศอย่างน้อย 3 อย่าง คือ

1.เป็นสถานที่จัดพิธีกรรมต่างๆ

2.เป็นพื้นที่แสดงออกทางการเมือง

3.ทำหน้าที่เยียวยาคนจนคนยากไร้ แต่วันนี้รัฐบาลพยายามย่อส่วนเพื่อให้สนามหลวงเป็นของคนชั้นกลางใช้งานเท่านั้น"


นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กล่าวว่า สำนักงานฯมีนโยบายช่วยเหลือที่ชัดเจนเพราะเป็นโครงการที่ดีทั้งแง่นิติสังคม และการปรับปรุงภูมิทัศน์สนามหลวง แต่จะต้องหารือกันในรายละเอียดอีกครั้งว่าจะเลือกที่ไหน ระหว่างหลังโรงหนังแอมบาสซาเดอร์ หรือที่อื่นที่เห็นว่าเหมาะสม เพราะสำนักงานทรัพย์สินมีที่อยู่หลายแห่ง


ส่วนนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า เรื่องนี้ กทม.เคยมีดำริมาแล้วตั้งแต่ในอดีตโดยขอใช้ที่ของ ร.ฟ.ท.บริเวณเขตตลิ่งชันซึ่ง ร.ฟ.ท.มีที่อยู่ประมาณ 8-10 ไร่ แต่คนเหล่านี้ก็ไม่ยอมไปอยู่ เนื่องจากไกลจากบริเวณที่ทำมาหากิน และย้ายกลับมายังสนามหลวงเหมือนเดิม ปัจจุบันที่ดินบริเวณดังกล่าวก็มีคนเข้าไปบุกรุกและเป็นเหมือนชุมชนแออัด แล้ว


"จริงๆ แล้วนโยบายของ ร.ฟ.ท.ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อเป็นปัญหาสังคมและหน่วยงานภาครัฐขอความร่วมมือมาเราก็ต้องให้ความ ร่วมมือ แต่ก็ต้องขึ้นกับความสมัครใจของผู้ที่จะเข้าไปอยู่ด้วย" นายยุทธนากล่าว




อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
คนกรุงรังเกียจโครงการ"คนไร้บ้าน"หวั่นปัญหาอาชญากรรมโทรต่อ ว่าผอ.เขตบางกะปิ-วังทองหลางให้เลิก
ผู้ว่าฯ กทม.เตรียมทำพิธีปิดปรับปรุงสนามหลวง 300 วัน
มพศ.สำรวจตัวเลขคนไร้บ้านในกทม.พบ"สนามหลวง-คลองหลอด" มากที่สุด
กทม.ปิดพื้นที่สนามหลวงตั้งแต่เที่ยงคืน 31 ม.ค. เพื่อปรับปรุง
กทม.อนุญาตให้ผู้ค้ารอบสนามหลวงขายของต่อได้อีก1เดือน
กรมศิลป์หวั่นปรับภูมิทัศน์"สนามหลวง"กระทบโบราณสถาน วอนกทม.ชะลอโครงการ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1265465353&grpid=00&catid=00

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น